Milestones in 2018

Punnapa Yoswaris
5 min readDec 31, 2018

“If you don’t know where to start, begin.” ประโยคที่ลุงบอกกับเราตอนที่สอนเราตัดต้นไม้ครั้งแรก คำพูดสั้นๆง่ายนี้กลับกลายมาเป็นคติประจำใจของเรา ให้เริ่มต้นทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน และในปี 2018 นี้ เป็นปีที่เรียกได้ว่า เปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กคนนึงให้ได้ลองใช้ชีวิตจริงๆ ขอบอกเลยว่าสำหรับเราแล้วนั้น “life begins at 20”

โลกของเราตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 20 ปี ถ้าไม่นับเข้าค่ายโรงเรียนหรือทัศนศึกษา เราไม่เคยได้ไปต่างจังหวัดหรือไปทริปเที่ยวกันเองกับเพื่อนเลยสักครั้ง และเราก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด จนในปีนี้ที่ได้มีโอกาสหลาย ๆ อย่างเข้ามาให้เราได้ลองทำและได้ประสบการณ์ดี ๆ มากมาย วันนี้ใกล้ปีใหม่แล้วเลยจะขอมาเล่าสิ่งที่เราได้พบเจอมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

ต้นปีที่บริสเบน ออสเตรเลีย

ตอนต้นปีเรายังจำได้ว่าเรายังเป็นเด็กที่โดดเรียนเพื่ออยู่เที่ยวต่ออีก 1 อาทิตย์ที่บ้านของลุงที่ออสเตรเลีย และสิ่งเดียวที่ตอนนั้นคิดว่าเป็นเป้าหมายของปีนี้สำหรับชีวิตเด็กมหาลัย ก็คือ ทำเกรดให้ได้ A เยอะๆก็พอ พอกลับมาชีวิตของเราวันๆก็มีแต่ไปเรียน กิน นอน ดูซีรี่ย์ อ่านหนังสือ จนใกล้จะสอบปลายภาคเลื่อน Facebook เห็นโครงการ Founder Apprentice ซึ่งเป็นโครงการที่จัดโดย NIA และ Career Visa เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาไปฝึกงานกับ Startup ในใจก็คือลุย! เลยไปลองชวนเพื่อน ไม่มีใครไปเป็นเพื่อนเลย แต่ใจมันได้ก็เลยตัดสินใจสมัคร

First Milestone: Founder Apprentice
หลังจากที่ตัดสินใจสมัครเข้าโครงการก็ต้องทำ CV เรียงความและวีดีโอแนะนำตัว ทั้งหมดนี้ทำในช่วงใกล้สอบปลายภาคพอดี ซึ่งการคัดเลือกแบ่งเป็น 3 รอบด้วยกัน ดังนี้ 1. รอบคัดเลือกแบบออนไลน์ 2. รอบสัมภาษณ์เข้าโครงการ 3. รอบสัมภาษณ์เพื่อเลือกที่ฝึกงาน

ในส่วนของการสัมภาษณ์เพื่อเข้าโครงการนั้นเป็นสิ่งที่เราตื่นเต้นมาก เราสัมภาษณ์กันที่ NIA หรือสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ด้วยความโหดก็คือนั่งสาย 8 จากบ้านฝ่าลาดพร้าวไปถึงโรงพยาบาลรามาฯ พี่ๆทุกคนทั้งจาก NIA และ Career Visa คือน่ารักมากๆ เป็นการสัมภาษณ์ที่ผ่านไปได้ด้วยดี จนประกาศผลก็คือดีใจที่มีตัวเองติด

วันสัมภาษณ์ครั้งที่ 2

ส่วนที่คิดว่าเป็น destiny มากที่สุดก็คือในรอบของการสัมภาษณ์เพื่อเลือกที่ฝึกงาน ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าวิชาปลายภาคตัวที่สำคัญของเรา 1 วัน เราไปแต่เช้าโดยที่ในใจก็คือ กังวลกับการสอบพรุ่งนี้มาก แอบคิดว่าจะหนีกลับบ้านด้วย แต่โชคดีที่ใจมันสู้ M150 ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อยค่ะ! เราได้สัมภาษณ์กับ Startup 3 ที่คือ Weisse Happenn และ Ricult โดยในใจตอนแรกคืออยากทำที่ Ricult มาก แต่ “น้องคะ มีใครอยากสัมภาษณ์กับ ยังแฮปปี้ (YoungHappy) ไหม เขาหาคนไปทำคอนเทนท์ มีใครอยากลองสัมภาษณ์เพิ่มไหม” เสียงพี่ซินดี้ลอยมา ตอนเช้าก็ยังไม่ค่อยสนใจ จนตอนบ่ายที่คิดว่า หน่าา ลองดู ไหนๆก็มาแล้ว

การสัมภาษณ์กับพี่ๆ YoungHappy Avengers: พี่แก๊บ the hustler-พี่แบงค์ the hipster-พี่อาร์ม the hacker เป็นการสัมภาษณ์ที่พีคที่สุดในโลก เจอกันครั้งแรกชวนไปมาเลเซีย 3 เดือน แม้แต่แม่ก็ยังตกใจกลัวจะหลอกไปขาย พี่ๆทั้ง 3 คน เป็นคนที่น่ารักมาก สิ่งที่พี่ๆทำให้เราตัดสินใจที่อยากจะไปร่วมงานด้วยอย่างไม่ลังเลก็คือ พี่ๆทุกคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราเคยทำแม้ว่ามันจะตกรอบ แต่พี่ๆก็ยังชื่นชมและชอบในสิ่งที่เราทำ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆสำหรับเรา อีกอย่างก็คือ สิ่งที่พี่ๆทำคือปัญหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่เชื่อไหมว่า มันเป็นสิ่งเดียวกับปัญหาที่เราเขียนส่งอาจารย์ในมหาลัย

ลูกข้าวเหนียวเดอะแก๊งค์

หลังจากสัมภาษณ์แล้วก็พบกับ Workshop 5 วัน ในโปรแกรม Founder Apprentice ขอบอกว่า เป็นหนึ่งใน Workshop ที่ดีที่สุดในชีวิตเลย เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ startup มากขึ้น ได้ทำ Design Thinking ที่เรียกได้มาราทอนสุดๆ ตั้งแต่คิดไอเดีย ทดลองไอเดีย นำเสนอ เราได้พบกับคำว่า Teamwork จริงๆว่ามันเป็นยังไง ทุกคนในทีม รวมถึงเพื่อนในโปรแกรมเป็นกลุ่มคนที่เก่งแต่รับฟังและเปิดโอกาส ไม่มีใครแสดงตัวว่า ฉันเก่งที่สุด ทุกคนต้องฟังแต่ฉัน ทุกคนเปิดโอกาสและให้โอกาสกัน ช่วยกัน มันเป็นมิตรภาพและความสุขที่มาพร้อมกับความเหนื่อยใน 5 วันนี้เลย

ขั้นตอน Test ใน Design Thinking
พรีเซ้นท์และตอบคำถาม
เพื่อนๆและพี่ในโครงการ Founder Apprentice

ซึ่งโครงการไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าโครงการนี้เป็นการฝึกงานระยะเวลา 3 เดือน หลังจาก Workshop เราก็ได้แยกย้ายไปทำงานใน Startup โดยที่พี่ๆก็ยังคอยจับตาดูเรา และมีการจัดให้เราได้มามีทติ้งกับผู้ประกอบการท่านอื่นๆอีก เพื่อรับฟังประสบการณ์แบบใกล้ชิดจากพี่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมี career coach ซึ่งเป็นพี่ๆ ทั้งจาก Career Visa และ NIA ที่ได้มาให้คำปรึกษาเรื่องเส้นทางงานอาชีพในอนาคตของเราแบบตัวต่อตัว เรียกได้ว่าพิเศษสุดๆ

จนในวันสุดท้ายที่เป็นการพรีเซ้นท์ของทุกคนในโครงการหลังจากผ่านไป 3 เดือน หรือเป็นพิธีปิดโครงการนั่นเอง เราได้เห็นเพื่อนๆ รวมถึงตัวเองได้มีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีความสุขที่ทุกคนร่วมมือกันตั้งแต่แบ่งหน้าที่ ออกแบบงาน ประสานงาน และจัดงาน สิ่งที่เพื่อนๆได้แชร์เกี่ยวกับประสบการณ์ 3 เดือนในการทำงานนั้น เป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต่างยินดีที่ได้รับฟังเรื่องราวของกันและกัน ได้เรียนรู้วิธีของเพื่อนๆในการจัดการกับปัญหาที่พบเจอ ได้ฟังประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป และได้ร่วมฉลองให้กับ 3 เดือนที่ผ่านไปด้วยกัน ถือว่าเป็นการปิดโครงการที่มีความสุขและเหมือนผ่านไปรวดเร็วจริงๆ สำหรับใครที่อยากเข้าร่วมโครงการนี้ รอติดตามกันได้เลยที่ Facebook Page: Founder Apprentice หรือ CareerVisa Thailand ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าเดิมแน่ๆ

ในวันสุดท้ายของโครงการได้พูดถึงประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้

Second Milestone: MaGIC Global Accelerator Programme in Malaysia
หลังจากที่สัมภาษณ์กับยังแฮปปี้ เราก็ได้งานมาทำก่อนใครเพื่อน ตั้งแต่ลองไปเจอผู้สูงอายุจริงๆ ทำรีเสิช เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐาน startup (นั่งดูวีดีโอวนไปค่ะ) ขอเอกสารทำเรื่องไป Accelerator ในมาเลเซีย รวมถึงที่หินที่สุดคือขอแม่ไปให้ได้ ความจริงแล้วตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าการไปที่นั่นจะเป็นยังไง เราจะต้องเจอกับคนแบบไหน พวกเขาจะเก่งจนเราตามไม่ทันไหม เพราะที่ๆเราไปมีแต่คนที่เป็นผู้ประกอบการจริงๆ พวกเขาจะดูถูกที่เราเป็นเด็กไหม มันมีคำถามพวกนี้อยู่ในหัวของเรา แต่สิ่งที่เราคิดอย่างเดียวคือ ในเมื่อโอกาสมันมาแล้ว ก็ต้องรับไว้ (ความจริงคือถอนตัวไม่ได้แล้ว555555)

Demo Day of MaGIC Global Accelerator Programme

MaGIC Global Accelerator Programme คือ โปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจที่เป็น Startup ในหลายๆอุตสาหกรรมจากทั่วโลก โดยคัดจากกว่า 961 ธุรกิจ เหลือ 27 ธุรกิจ ในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งยังแฮปปี้เป็น Startup เดียวจากประเทศไทยที่ได้เข้าไปอยู่ในโปรแกรมนี้ด้วย การได้เข้ามาอยู่เป็นส่วนนึงของโปรแกรมนี้สำหรับเราคือ โชคดีมากๆ เพราะเป็นทั้งโอกาสที่ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจอย่างจริงจัง รวมถึงได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการจากหลายๆประเทศ และได้มีมิตรภาพดีๆที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของเราตลอดไป

YoungHappy Avenger Team in MaGIC

สำหรับโปรแกรมนี้ มันทำให้เราต้องใช้ทุกอย่างที่เรามีและเราไม่มี ใน 1 อาทิตย์ จะมีเรียน 3 วัน และเวลาที่เหลือก็เป็นเวลาทำงาน โดยงานหลัก 3 อย่างของเราก็คือ เข้าร่วมเรียน ทำ workshop ต่างๆ สรุปงานของยังแฮปปี้ เหมือนเป็นตัวแทนยังแฮปปี้ในโปรแกรมนี้ โดยที่พี่แก๊บ (CEO of YoungHappy) จะบินมาหาเดือนละครั้งถึงสองครั้ง อย่างที่สองก็คือการแปลคอนเทนท์ และอีกอย่างก็คือทำ presentation และเอกสารให้กับพี่แก๊บ บางอย่างก็ทำเป็น บางอย่างก็ไม่เคยทำ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ และ Say YES ให้กับสิ่งที่ไม่เคยทำ

พูดคุยกับหน่วยงาน บริษัท นักลงทุน และหน่วยงานของรัฐในมาเลเซีย
พรีเซ้นท์เกี่ยวกับยังแฮปปี้ให้นักศึกษามาเลเซียในกิจกรรม Giving Back
ออกบูธแนะนำยังแฮปปี้ ในงานเปิดตัว Youth Co:Lab Malaysia

การอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เราพักอยู่ที่ Dashbox Hotel โดยที่ที่พักก็อยู่ติดกับ Malaysian Global Innovation & Creativity Centre หรือ MaGIC ซึ่งจริงๆแล้วที่นี่ก็เหมือนเป็นสำนักนวัตกรรมของมาเลเซีย อยู่ในเมือง Cyberjaya ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ และเป็นที่ตั้งของสำนักงานต่างๆ เป็นเมืองที่เราเรียกว่า Zombie Town เพราะคนน้อยมาก ไปไหนก็รถโล่ง เมืองที่สอนให้เราขี่จักรยานกับแอปฯ Obike ชีวิตถือว่ามีความสุขมากในการตื่นนอนและปั่นจักรยานไปทำงานในเวลา 5 นาที เรื่องอาหารยิ่งแฮปปี้เพราะเราชอบโรตีมาก และอาหารเกาหลีที่นี่อร่อยมาก

มากไปกว่านั้นการมาอยู่ที่นี่ในระยะเวลาสั้นๆไม่กี่เดือน ทำให้เราได้พ่อ พี่และลุงเพิ่ม ทุกคนที่เป็นผู้ประกอบการในโปรแกรมดีกับเรามากๆ ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกว่าเราด้อยกว่าเลย ทุกคนใจดีและช่วยเหลือเราอย่างจริงใจ โดย 4 คนที่เราสนิทมากที่สุด คนแรก คือ พี่แวน(นับถือเหมือนพ่อเพราะช่วยทุกอย่าง) ทำสตาร์ทอัพในเยอรมันเกี่ยวกับการเคลมประกันโดย AI คนที่สอง คือ พี่พาเมล่า เจ้าแม่แห่งการ Pitching ทำสตาร์ทอัพในฟิลิปปินส์เกี่ยวกับรองเท้าที่ทำจากผ้าเหลือทิ้ง คนที่สาม คือ พี่วายจี ผู้เป็นไกด์ของเราในมาเล ทำสตาร์ทอัพในมาเลเซียเกี่ยวกับใช้โดรน (Drone) เข้ามาช่วยในการเกษตรกรรม และคนสุดท้ายคือลุงชู ที่เราชอบเรียกว่า Uncle Choo Choo (เพราะเป็นคนที่ให้บทเรียนชีวิตทุกครั้งที่เจอ) ทำสตาร์ทอัพเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์มินิ รวมถึงพี่ๆคนอื่นๆอีกมากมายที่น่ารัก ทั้งพาเราไปทานอาหาร พาไปเที่ยว และคอยสอน รวมถึงแนะนำสิ่งต่างๆ

ที่นี่เหมือนเป็นครอบครัวที่สองของเรา เราได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจมันไม่ได้ง่าย ทุกคนล้วนเจอกับปัญหา ทั้งด้านการเงิน การบริหาร แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำและกล้าที่จะฝัน

ขอยกตัวอย่างลุงชูชู ลุงเล่าว่า เมื่อก่อนลุงกับแฟนทำงานบริษัท ก็ฝันที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเอง จนวันนึงก็ได้ออกมาทำของตัวเอง โดยลุงเริ่มจากการขายของในห้าง แล้วก็ฝันต่อว่าวันนึงอยากจะส่งออก แล้วลุงก็ได้ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น จนวันนี้ลุงก็ได้มีธุรกิจของตัวเองจริงๆในวัย 40 กว่า และพี่แวนจากเด็กที่ฝันอยากจะไปยุโรป วันนี้พี่เขาก็มีบริษัทตั้งอยู่ในยุโรปจริงๆ สิ่งที่พี่แวนสอนคือ “keep dreaming and dream will come true”

ทุกคนที่นี่กล้าที่จะฝัน แต่มากกว่านั้น พวกเขาเชื่อและลงมือทำ ติดตามเรื่องราวในมาเลเซียได้ที่ Facebook Page: โต้หมู (@tomoomaka)

ปาร์ตี้จบโปรแกรม
กิจกรรมกีฬา
ครอบครัว GAP Cohort 2

Third Milestone: Working in YoungHappy
จากการฝึกงานจนได้เข้ามาทำงานจริงๆ พร้อมทั้งเรียนไปด้วย เป็นสิ่งใหม่และทำให้เราได้มีโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างมาก การทำงานที่ยังแฮปปี้เป็นสิ่งที่สนุกและท้าทาย แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือ ทุกๆสิ่งที่เราทำกำลังส่งผลต่อชีวิตอีกหลายๆชีวิตจริงๆ ถึงแม้งานที่เราทำอาจจะไม่ได้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเรามันคือการส่งคุณค่าให้กับผู้สูงอายุจริงๆ

เราเห็นว่าปัญหาผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย และได้เขียนเป็นเปเปอร์ส่งอาจารย์ แต่สิ่งที่ได้ทำในยังแฮปปี้มันเหมือนกับว่าแทนที่เราจะแค่มองเห็นปัญหา มันกลับกลายเป็นว่าวันนี้เราได้แก้ปัญหานั้นอยู่จริงๆ โดยงานทุกอย่างตั้งแต่แปลคอนเทนท์ ซึ่งพอเราได้เห็นจำนวนคนที่อ่าน หรือคนที่มาคอมเมนท์ มันเหมือนสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อใครหลายๆคนอยู่ หรืองานเขียนโครงการให้กับหน่วยงานรัฐ ยิ่งทำให้เรารู้สึกมีความสุขพอได้เห็นว่าสิ่งที่เราเขียนไปนั้น เกิดเป็นโครงการจริงๆ มันคือความรู้สึกตื่นเต้นที่จากกระดาษปัญหาที่ส่งอาจารย์ มาเป็นคนเขียนโครงการเพื่อแก้ปัญหา จนมาเห็นการเกิดขึ้นของโครงการจริงๆ

สิ่งสำคัญจากการทำงานคือการได้เรียนรู้จากพี่ๆทุกคนในการทำงาน ทั้งจากพี่แก๊บในการกล้าที่จะทำ เริ่มที่จะทำจากสิ่งที่ทำได้และค่อยๆพัฒนาให้ดีขึ้น พี่แบงค์ที่เป็นคนทำอาร์ตเวิร์คสวยสุดๆ รวมถึงทำงานเร็วและเก่งมาก พี่อาร์มที่สามารถจัดการทุกอย่างและเป็นคนที่พัฒนาตัวเองเสมอ พี่ณฎาที่เป็นคนมีความมั่นใจ เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีความสามารถในการพูด พี่บอลที่คอยจัดการงานให้ออกมาดี คอยแนะนำเทคนิคการทำงาน พี่ต้อยและพี่ป้อมที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่มีคุณภาพแบบฉบับผู้ใหญ่นั้นเป็นอย่างไร รวมถึงน้องๆ และพี่ๆคนอื่นๆที่ได้เจอกัน ทุกๆคนมีสิ่งที่ให้เราได้เรียนรู้ และเพราะทุกๆคน ยังแฮปปี้ถึงเป็นยังแฮปปี้ที่แฮปปี้

แนะนำการใช้สมาร์ทโฟนให้กับพี่ๆวัยเก๋า

มากไปกว่านั้นการได้เจอและพูดคุยกับพี่ๆผู้สูงอายุหลายๆคนที่มากิจกรรม ทำให้เรารู้ว่าไม่มีใครแก่เกินกว่าที่จะเรียน ทุกๆคนมาเพราะยังอยากที่จะเรียนรู้และอายุไม่ใช่อุปสรรคในการเรียน หลายๆคนที่ทำให้เรารู้สึกอายด้วยซ้ำกับความตั้งใจในการจดเมื่อกำลังเรียน มากไปกว่านั้นการทำงานนอกจากจะทำให้เราเข้าใจคนอื่นแล้ว ยังทำให้เราเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น ยิ่งเราออกไปเจอคนมากแค่ไหนก็เหมือนกับเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมายังตัวของเรามากขึ้นเท่านั้น และการได้เห็นความสุขของคนอื่นมากเท่าไหนก็ยิ่งกลับมาเป็นความสุขของเรามากเท่านั้น

เป็นเด็กถือไมค์ให้พี่กบวิทยากรคนสวย
เป็นเด็กเสริฟอาหารให้กับพี่ๆที่น่ารัก
เป็นเด็กขายของออกบูธ

Fourth Milestone: Finalist of Youth Co:Lab Thailand
จากโครงการ Founder Apprentice เราได้รู้จักกับเจมและตี๋ สองสหายผู้กลายมาเป็น partners in crime ในการประกวด Youth Co:Lab Thailand ซึ่งจัดโดย UNDP เป็นโครงการประกวดที่ให้เยาวชนที่มีไอเดียหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับ Social Enterprise ได้มีพื้นที่ในการแสดง และมีกลุ่มคนที่ช่วยสนับสนุนและขัดเกลา พวกเราเริ่มต้นจากจากไม่มีอะไร และทำทุกอย่าง from scratch จริงๆ ด้วยความอยากทำล้วนๆ การทำงานกับสองคนนี้จึงสนุกมากจริงๆ เพราะทุกคนทำงานกันเป็นทีม เราทุกคนมีความขิงที่เกินเบอร์และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้การทำงานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

พวกเราในวันที่เริ่มต้น

ตั้งแต่ Day 1 ที่เริ่มคุยกันว่าอยากจะทำอะไร มาเรื่อยๆจนมานั่งวางแผน และเริ่มทำอย่างจริงจัง จนมาเป็น เดอะ ปิ่นโต (The Pintho) ไอเดียเพื่อให้สูงอายุสามารถขายอาหารและสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มของเรา และผ่านเข้ามาเป็น Finalist ใน Youth Co:Lab Thailand มันคือความเต็มที่ที่เหมือนเป็นความบ้าของเราทุกคน ที่ถึงจะอยู่คนละมหาลัยก็ยังพยายามที่จะมีออนไลน์มีทติ้ง ที่จะแบ่งกันทำงาน หรือจนกระทั่งวันที่ไป workshop จริงๆ มันคือประสบการณ์ที่ชีวิตนี้จะไม่ลืม

ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล
เบบี้ปิ่นโตกับขนมกล้วย

โดยเมื่อเราอยากลองทดสอบและต้องการ customer จริงๆ พี่แก๊บคือคนที่ยื่นมือเข้ามาให้โอกาสในการลอง ซึ่งครั้งแรกที่เราได้เทสมันคือที่สุดจริงๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และเป็นช่วงเดียวกันระหว่างที่ทำ workshop ทั้งการสั่งทำสติ๊กเกอร์ การไปถามแม่ค้าขายลูกชิ้นว่ากล่องซื้อได้ที่ไหน แล้วเขาก็เรียกมอไซด์พร้อมบอกที่อยู่ร้านให้เสร็จสรรพ การติดต่อกับคุณยายที่จะทำขนม การตื่นแต่เช้าเพื่อไปรับขนม และบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือการลง MRT ผิดสถานี โปรดจำไว้ว่า ซอยไผ่สิงห์โตต้องลง MRT ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่ใช่ MRT คลองเตย การได้ลองเทสครั้งแรกเหมือนกับการได้คลอดลูก ได้เห็นว่ามันเกิดมา เหมือนเป็นความภูมิใจเล็กๆ และได้เห็นว่ามีคนที่สนใจและอยากสนับสนุนให้มันได้โตขึ้น

Pitching ครั้งแรก
ทีมเดอะปิ่นโต
Youth Co:Lab Thailand 2018

เมื่อถึงวันสุดท้ายของ workshop คือ การ Pithcing โดยครั้งนี้เป็นเวทีแรกของเราในการ Pitching เราไม่ใช่คนพูดเก่ง ยิ่งเป็นการพูดต่อหน้าคนก็ยิ่งตื่นเต้น และเรารู้ว่าเจมเป็นคนที่เก่งเรื่องนี้มากๆ แต่เจมกลับเลือกที่จะให้โอกาสเราในการ Pitching แล้วมาเป็น Curator ให้กับเราแทน ขอบคุณมากๆที่เชื่อใจ ขอบคุณที่สอนและแนะนำเราทุกอย่าง รวมถึงตี๋ที่คอยคิดคำตอบ คอยคำนวณและวิเคราะห์ส่วนต่างๆให้ และขอบคุณบทเรียนจาก Accelerator ที่ทำให้รู้ว่า Pitch Deck ต้องเป็นแบบไหน จนเมื่อถึงวันจริง เราคิดว่าเราทุกคนได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดและเต็มที่แล้ว และถึงแม้เราจะไม่ได้ชนะ แต่อย่างน้อยเราก็มาไกลจากวันแรกมากแล้ว

Fifth Milestone: Presenting in NEXTGEN AGING CONFERENCE 2018
ในงานนี้เป็นเหมือนความภูมิใจเล็กๆอีกอย่างหนึ่งที่ได้ทำในปีนี้ คือการได้พรีเซ้นท์เกี่ยวกับยังแฮปปี้ในงานที่เป็นทางการขึ้น ในงาน NEXTGEN AGING CONFERENCE 2018 ที่จัดขึ้นโดย Kenan Institute Asia ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ต้องขอบคุณพี่แก๊บที่เชื่อใจให้ไปพรีเซ้นท์ เป็นครั้งที่สองหลังจากที่มาเลเซียที่ได้พรีเซ้นท์เกี่ยวกับยังแฮปปี้เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่ามีความตื่นเต้นและกังวลอยู่ รวมถึงระยะเวลาที่ไม่มากในการเตรียมตัว การพรีเซ้นท์ครั้งนี้ เหมือนเป็นเวทีที่ทำให้ได้ลองทำสิ่งที่ตัวเองเคยกลัว และได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

Conclusion
จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำในปีนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตที่ผ่านมาในปีนี้อย่างคุ้มค่า เราไม่ได้บอกว่าทุกอย่างที่ได้มาเป็นสิ่งที่ง่าย ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งความเหนื่อย เวลา น้ำตา หรือแม้แต่คนรอบๆข้างที่บางทีก็ไม่เข้าใจว่าเราจะทำสิ่งต่างๆนี้ทำไม แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือกำไรของชีวิต ที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้ทำสิ่งเหล่านี้ ได้พบกับคนมากมาย ได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เป็นผลจากการที่เราไม่ยอมปล่อยให้โอกาสลอยไป และอย่ามัวแต่รอให้โอกาสเข้ามา การไขว่คว้าโอกาสอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อและทำให้ หนึ่งปีในปี 2018 กลายเป็นปีที่ดีที่สุดตลอด 20 ปีของเรา

--

--